หลวงพ่อสำเร็จศักดิสิทธิ / พระมหานามะ – ผู้สืบทอดธรรมเพื่อชนรุ่นหลัง

ในห้อง 'ประวัติและนิทานธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 12 สิงหาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    ธุดงค์ป่าภูเขาควาย #ป่าอาถรรพ์ #ภูเขาควาย #ฟังเรื่องผี

    คนชอบเล่าV2
    Feb 14, 2026
    หลวงปู่ขาวอดีตเสือเก่าเดินทางออกธุดงค์มุ่งหน้าสู่ภูเขาควาย ดินแดนอาถรรพ์#ฟังเรื่องผี #เรื่องเล่า #ฟังเรื่องผีก่อนนอน #ฟังเรื่องหลอน
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    อำนาจจิตหลวงพ่อปาน

    หลวงตา
    Mar 19, 2026
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    อาจารย์ยอด : พระเตะผี [ผี]

    อาจารย์ยอด
    Jul 3, 2024
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    โปฏฐปาทปริพาชก นักปรัชญาผู้พยายามจับผิดพระพุทธเจ้า ด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ | #พุทธประวัติ

    ตนเล่าธรรม
    Mar 11, 2026
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ | ตัณฑุลนาฬิชาดก ตำนานการตีราคาที่แพงที่สุดในโลก

    ตนเล่าธรรม
    Feb 9, 2026
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    พระสีวลีกับเศรษฐีขี้งก#พระพุทธเจ้า#ธรรมะสอนใจ #บทสวดมนต์ #มาแรง#นิทาน#นิทานก่อนนอน#คำสอนพระพุทธเจ้า

    หาเรื่อง หาราว
    Mar 9, 2026

    คำโปรยของเรื่อง “ในโลกที่ผู้คนต่างแสวงหาความร่ำรวย มีชายผู้หนึ่งที่มีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล แต่หัวใจของเขา…กลับยากจนที่สุด เขาคือเศรษฐีผู้ขึ้นชื่อเรื่องความตระหนี่ แม้แต่ข้าวเพียงหนึ่งชาม ก็ไม่เคยแบ่งให้ผู้หิวโหย แต่วันหนึ่ง พระธุดงค์ผู้สงบองค์หนึ่งได้เดินทางมาถึงหมู่บ้าน พระผู้มีบุญบารมี ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีลาภมากที่สุดในหมู่สงฆ์
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    ขนลุกทั้งวัด! "ยมทูต" ลากคอสามเณรลงนรก"หนีกรรมไม่พ้น"คดีสามเณรปานดำ จุดจบที่วิทยาศาสตร์อธิบาย
    ไม่ได้

    ธรรมะสุขใจ
    Feb 10, 2026

     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    ชาวเมืองเวรัญชา : กลุ่มผู้ใจดำที่พร้อมใจกันไม่ตักบาตร ปล่อยให้พระพุทธเจ้าต้องฉันรำข้าว

    ตามเรื่องเล่า
    Mar 25, 2026
    "ชาวเมืองเวรัญชา" เมื่อแรงกรรมปิดตาคนทั้งเมือง ปล่อยพุทธองค์อดอยากจนต้องฉันรำข้าว

    | #พุทธประวัติลี้ลับ คุณเคยเชื่อเรื่อง "กรรมเก่า" ที่ตามมาเช็คบิลยกผังเมืองไหม? ทำไมเมืองที่เคยรุ่งเรืองและเต็มไปด้วยผู้มีอันจะกิน กลับพร้อมใจกัน "ใจดำ" ปิดประตูบ้านสนิท ไม่ยอมออกมาใส่บาตรพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกกว่า 500 รูป จนเกิดวิกฤตความหิวโหยขั้นรุนแรง... อะไรคือสาเหตุที่ทำให้จิตใจของคนทั้งเมืองมืดบอดได้ขนาดนี้ จนพระพุทธองค์ต้องเสวย "รำข้าว" แลกกับความอยู่รอด!
    เรื่องราวในพรรษาที่ 12 ณ เมืองเวรัญชา คือบททดสอบอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกต้องเผชิญกับทุพภิกขภัย (ข้าวยากหมากแพง) และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ "ความเย็นชา" ของเจ้าเมืองและชาวเมืองที่ลืมคำอาราธนาของตนเองไปเสียสิ้น เบื้องหลังความใจดำนี้ซ่อนเงื่อนงำของวิบากกรรมในอดีตชาติที่พัวพันกันมาอย่างน่าเหลือเชื่อ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงยอมรับผลนั้นด้วยความสงบ
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    กุฏิแดง พระธนิยะ | ทำไมพระพุทธเจ้าสั่งทุบกุฏิ? สู่กฎเหล็กปาราชิกข้อที่ 2

    วางทุกข์ ปลุกปัญญา
    Apr 2, 2026

    "ทำไมกุฏิที่สวยงามที่สุด... ถึงต้องถูกทุบทิ้ง?"
    ในโลกที่ทุกคนต่างไขว่คว้าหาความสำเร็จและความมั่นคง หลายครั้งที่เราเผลอสร้าง "วิมาน" ของตัวเองขึ้นบนการเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว เหมือนดั่งเรื่องราวของ "พระธนิยะกุมภการบุตร" ยอดนักสร้างในสมัยพุทธกาล ผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างกุฏิที่วิจิตรตระการตา แต่กลับถูกพระพุทธเจ้าสั่งให้ "ทุบทำลาย" จนไม่เหลือซาก!
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๑
    มหาวิภังค์ ภาค ๑
    ทุติยปาราชิกสิกขาบท
    เรื่องพระธนิยะ กุมภการบุตร
    [๗๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏเขตพระนคร
    ราชคฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปซึ่งเคยเห็นกันเคยคบหากันมา ทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้า ณ
    เชิงภูเขาอิสิคิลิแล้วอยู่จำพรรษา แม้ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ก็ได้ทำกุฎีมุงด้วยหญ้าแล้วอยู่
    จำพรรษา ครั้นภิกษุเหล่านั้นจำพรรษาโดยล่วงไตรมาสแล้ว ได้รื้อกุฎีมุงบังด้วยหญ้า เก็บหญ้า
    และตัวไม้ไว้ แล้วหลีกไปสู่จาริกในชนบท ส่วนท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรอยู่ ณ ที่นั่นเอง
    ตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน ขณะเมื่อท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรเข้าไปบ้านเพื่อ
    บิณฑบาต คนหาบหญ้า คนหาฟืน ได้รื้อกุฎีบังด้วยหญ้าเสีย แล้วขนหญ้าและไม้ไป
    แม้ครั้งที่สอง ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ได้เที่ยวหาหญ้า และไม้มาทำกุฎีมุงบัง
    ด้วยหญ้าอีก เมื่อท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร เข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต แม้ครั้งที่สอง
    คนหาบหญ้า คนหาฟืน ก็ได้รื้อกุฎีมุงบังด้วยหญ้าเสียแล้วขนหญ้าและตัวไม้ไป
    แม้ครั้งที่สาม ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ก็ได้เที่ยวหาหญ้าและไม้มาทำกุฎีมุงบังด้วย
    หญ้าอีก เมื่อท่านธนิยะ กุมภการบุตร เข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต แม้ครั้งที่สาม คนหาบหญ้า
    คนหาฟืน ก็ได้รื้อกุฎีมุงบังด้วยหญ้าเสียแล้วขนหญ้าและตัวไม้ไปอีก
    หลังจากนั้น ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ได้มีความคิดว่า เมื่อเราเข้าไปบ้านเพื่อ
    บิณฑบาต คนหาบหญ้า คนหาฟืน ได้รื้อกุฎีมุงบังด้วยหญ้าเสีย แล้วขนหญ้าและตัวไม้ไปถึง
    สามครั้งแล้ว ก็เรานี่แหละ เป็นผู้ได้ศึกษามาดีแล้วไม่บกพร่อง เป็นผู้สำเร็จศิลปะในการช่างหม้อ
    เสมอด้วยอาจารย์ของตน มิฉะนั้นเราพึงขยำโคลนทำกุฎีสำเร็จด้วยดินล้วนเสียเอง จึงท่านพระธนิ-
    *ยะ กุมภการบุตร ขยำโคลนทำกุฎีสำเร็จด้วยดินล้วน ด้วยตนเอง แล้วรวบรวมหญ้าไม้และโคมัยมาเผากุฎีนั้น กุฎีนั้นงดงาม น่าดู น่าชม มีสีแดงเหมือนแมลงค่อมทอง มีเสียงเหมือนเสียงกระดึง
    ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลงจากภูเขาคิชฌกูฏพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก ทอดพระเนตรเห็นกุฎีนั้นงดงามน่าดูน่าชมมีสีแดง ครั้นแล้ว จึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
    ทั้งหลาย นั่นอะไร งดงาม น่าดู น่าชม มีสีแดงเหมือนแมลงค่อมทอง ครั้นภิกษุเหล่านั้น กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว พระพุทธองค์ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษนั้นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนโมฆบุรุษนั้น
    จึงได้ขยำโคลน ทำกุฎีสำเร็จด้วยดินล้วน ด้วยตนเองเล่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเอ็นดู ความ
    อนุเคราะห์ ความไม่เบียดเบียนหมู่สัตว์ มิได้มีแก่โมฆบุรุษนั้นเลย พวกเธอจงไปทำลายกุฎีนั้น
    พวกเพื่อนพรหมจารีชั้นหลัง อย่าถึงความเบียดเบียนหมู่สัตว์เลย อันภิกษุไม่ควรทำกุฎีที่สำเร็จด้วยดินล้วน ภิกษุใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ
    ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธาณัติแล้ว พากันไปที่กุฎีนั้น ครั้งถึงแล้วได้ทำลายกุฎีนั้นเสีย ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร จึงถามภิกษุเหล่านั้นว่า อาวุโส พวกท่านทำลายกุฎีของผม เพื่ออะไร?
    ภิ. พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ทำลาย ขอรับ.
    ธ. ทำลายเถิด ขอรับ ถ้าพระผู้มีพระภาคผู้ธรรมสามีรับสั่งให้ทำลาย.
    [๘๐] กาลต่อมา ความดำรินี้ได้มีแก่ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรว่า เมื่อเราเข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต คนหาบหญ้า คนหาฟืน ได้รื้อกุฎีมุงด้วยหญ้าเสีย แล้วขนหญ้าและตัวไม้ไปถึง
    สามครั้งแล้ว แม้กุฎีดินล้วนที่เราทำไว้นั้น พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งให้ทำลายเสีย ก็เจ้าพนักงานรักษาไม้ที่ชอบพอกับเรามีอยู่ ไฉนหนอเราพึงขอไม้ต่อเจ้าพนักงานรักษาไม้มาทำกุฎีไม้ จึงท่านพระ-
    *ธนิยะ กุมภการบุตร เข้าไปหาเจ้าพนักงานรักษาไม้ ครั้นแล้วได้บอกเรื่องนี้ต่อเจ้าพนักงานรักษาไม้ว่า ขอเจริญพร เมื่ออาตมาเข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต คนหาบหญ้า คนหาฟืน ได้รื้อกุฎีมุงบัง
    ด้วยหญ้าเสีย แล้วขนหญ้าและตัวไม้ไปถึงสามครั้ง แม้กุฎีดินล้วนที่อาตมาทำไว้นั้นพระผู้มีพระภาคก็รับสั่งให้ทำลายเสียแล้ว ขอท่านจงให้ไม้แก่อาตมาๆ ประสงค์จะทำกุฎีไม้.
    จ. ไม้ที่กระผมจะพึงถวายแก่พระผู้เป็นเจ้าได้นั้น ไม่มี ขอรับ มีแต่ไม้ของหลวงที่สงวนไว้สำหรับซ่อมแปลงพระนคร ซึ่งเก็บไว้เพื่อใช้ในคราวมีอันตราย ถ้าพระเจ้าแผ่นดินรับสั่ง
    ให้พระราชทานไม้เหล่านั้น ขอท่านจงให้คนขนไปเถิดขอรับ.
    ธ. ขอเจริญพร ไม้เหล่านั้น พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแล้ว.
    ลำดับนั้น เจ้าพนักงานรักษาไม้คิดว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านั้นแลเป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวคำสัตย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม
    พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงเลื่อมใสในพระสมณะเหล่านี้ยิ่งนัก ท่านพระธนิยะนี้ย่อมไม่บังอาจเพื่อจะกล่าวถึงสิ่งของที่พระเจ้าแผ่นดินยังไม่ได้พระราชทาน ว่าพระราชทานแล้ว จึงได้เรียนต่อท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรว่า นิมนต์ให้คนขนไปเถิด ขอรับ จึงท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร สั่งให้ตัดไม้เหล่านั้นเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่บรรทุกเกวียนไป ทำกุฎีไม้แล้ว.
    วัสสการพราหมณ์ตรวจราชการ
    [๘๑] ต่อจากนั้น วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ในมคธรัฐไปตรวจราชการในกรุง
    ราชคฤห์ ได้เข้าไปหาเจ้าพนักงานรักษาไม้ ครั้นแล้วได้พูดถึงเรื่องนี้ ต่อเจ้าพนักงานรักษาไม้ว่า
    พนาย ไม้ของหลวงที่รักษาไว้สำหรับซ่อมแปลงพระนคร ซึ่งเก็บไว้เพื่อใช้ในคราวมีอันตราย
    เหล่านั้น อยู่ ณ ที่ไหน?
    เจ้าพนักงานรักษาไม้เรียนว่า ใต้เท้าขอรับ ไม้เหล่านั้น พระเจ้าแผ่นดินได้พระราชทาน
    แก่ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ไปแล้ว.
    ทันใดนั้น วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ในมคธรัฐ เกิดความไม่พอใจว่า ไฉนพระเจ้าแผ่นดินจึงได้พระราชทานไม้ของหลวงที่สงวนไว้สำหรับซ่อมแปลงพระนคร ซึ่งเก็บไว้เพื่อ
    ใช้ในคราวมีอันตรายแก่พระธนิยะ กุมภการบุตร ไปเล่า จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช กราบทูลว่า ได้ทราบเกล้าว่า ไม้ของหลวงที่สงวนไว้สำหรับซ่อมแปลงพระนคร
    ซึ่งเก็บไว้เพื่อใช้ในคราวมีอันตราย พระองค์พระราชทานแก่พระธนิยะ กุมภการบุตรไปแล้วจริงหรือพระพุทธเจ้าข้า?
    พระเจ้าพิมพิสารตรัสถามว่า ใครพูดอย่างนั้น?
    ว. เจ้าพนักงานรักษาไม้พูด พระพุทธเจ้าข้า.
    พ. พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้คนไปนำเจ้าพนักงานรักษาไม้มา.
    จึงวัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ในมคธรัฐ สั่งให้เจ้าหน้าที่จองจำเจ้าพนักงานรักษา
    ไม้นำมา
    [๘๒] ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ได้เห็นเจ้าพนักงานรักษาไม้ถูกเจ้าหน้าที่จองจำนำไป จึงไต่ถามเจ้าพนักงานรักษาไม้ว่า เจริญพร ท่านถูกเจ้าหน้าที่จองจำนำไป ด้วยเรื่องอะไร?
    เจ้าพนักงานรักษาไม้ตอบว่า เรื่องไม้เหล่านั้น ขอรับ.
    ธ. ไปเถิด ท่าน แม้อาตมาก็จะไป.
    จ. ใต้เท้าควรไป ขอรับ ก่อนที่กระผมจะถูกประหาร.
    จึงท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ได้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ครั้นถึงแล้ว นั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดถวาย ขณะนั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนา
    มาคธราช เสด็จเข้าไปหาท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ทรงอภิวาทแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามท่านพระธนิยะกุมภการบุตรถึงเรื่องไม้นั้นว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า ทราบว่าไม้ของหลวงที่สงวนไว้สำหรับซ่อมแปลงพระนคร ซึ่งเขาเก็บไว้เพื่อใช้ในคราวมีอันตราย โยมได้ถวายแก่พระคุณเจ้า จริงหรือ?
    ธ. จริงอย่างนั้น ขอถวายพระพร.
    พ. ข้าแต่พระคุณเจ้า โยมเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีกิจมาก มีกรณียะมาก แม้ถวายแล้วก็ระลึกไม่ได้ ขอพระคุณเจ้าโปรดเตือนให้โยมระลึกได้.
    ธ. ขอถวายพระพร พระองค์ทรงระลึกได้ไหม ครั้งพระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชย์ใหม่ๆได้ทรงเปล่งพระวาจาเช่นนี้ว่า หญ้า ไม้ และน้ำข้าพเจ้าถวายแล้วแก่สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย
    ขอสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายโปรดใช้สอยเถิด.
    พ. ข้าแต่พระคุณเจ้า โยมระลึกได้ สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นผู้มีความละอายมีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา มีอยู่ ความรังเกียจแม้ในเหตุเล็กน้อยจะเกิดแก่สมณะและพราหมณ์
    เหล่านั้น คำที่กล่าวนั้น โยมหมายถึงการนำหญ้าไม้และน้ำของสมณะและพราหมณ์เหล่านั้น แต่ว่า
    หญ้าไม้และน้ำนั้นแลอยู่ในป่า ไม่มีใครหวงแหน พระคุณเจ้านั้น ย่อมสำคัญเพื่อจะนำไม้ที่เขา
    ไม่ได้ให้ไปด้วยเลศนั้น พระเจ้าแผ่นดินเช่นโยม จะพึงฆ่า จองจำ หรือเนรเทศ ซึ่งสมณะหรือพราหมณ์อย่างไรได้ นิมนต์กลับไปเถิด พระคุณเจ้า รอดตัวเพราะบรรพชาเพศแล้วแต่อย่าได้
    ทำอย่างนั้นอีก.
    ประชาชนเพ่งโทษติเตียนโพนทะนา
    [๘๓] คนทั้งหลาย พากันเพ่งโทษว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ ไม่ละอาย ทุศีล พูดเท็จ พระสมณะเหล่านี้ยังปฏิญาณว่า เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ
    ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวคำสัตย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม ติเตียนว่า ความเป็นสมณะย่อมไม่มีแก่พระสมณะเหล่านี้ ความเป็นพราหมณ์ย่อมไม่มีแก่พระสมณะเหล่านี้ ความเป็นสมณะของ
    พระสมณะเหล่านี้ เสื่อมแล้ว ความเป็นพราหมณ์ของพระสมณะเหล่านี้ เสื่อมแล้ว ความเป็นสมณะของพระสมณะเหล่านี้ จะมีแต่ไหน ความเป็นพราหมณ์ของพระสมณะเหล่านี้ จะมีแต่
    ไหน และโพนทะนาว่า พระสมณะเหล่านี้ ปราศจากความเป็นสมณะแล้ว พระสมณะเหล่านี้ปราศจากความเป็นพราหมณ์แล้ว แม้พระเจ้าแผ่นดิน พระสมณะเหล่านี้ยังหลอกลวงได้ ไฉนจัก
    ไม่หลอกลวงคนอื่นเล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา
    ที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร จึงได้ถือเอาไม้ของหลวงที่เขาไม่ได้ให้ไปแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
    ประชุมสงฆ์ทรงบัญญัติสิกขาบท
    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นมูลเค้านั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระธนิยะ กุมภการบุตรว่า ดูกรธนิยะ ข่าวว่า เธอ
    ได้ถือเอาไม้ของหลวงที่เขาไม่ได้ให้ไป จริงหรือ?
    ท่านพระธนิยะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
    พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน เธอจึงได้ถือเอาไม้ของหลวงที่เขาไม่ได้ให้ไปเล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของผู้ที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การกระทำของเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว
    ก็สมัยนั้นแล มหาอำมาตย์ผู้พิพากษาเก่าคนหนึ่งบวชในหมู่ภิกษุ นั่งอยู่ไม่ห่างพระผู้มีพระภาค จึงพระองค์ได้ตรัสพระวาจานี้ต่อภิกษุรูปนั้นว่า ดูกรภิกษุ พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชจับโจรได้แล้ว ประหารชีวิตเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง เพราะทรัพย์ประมาณเท่าไรหนอ?
    ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า เพราะทรัพย์บาทหนึ่งบ้าง เพราะของควรค่าบาทหนึ่งบ้าง เกินบาทหนึ่งบ้าง พระพุทธเจ้าข้า
    แท้จริงสมัยนั้น ทรัพย์ ๕ มาสกในกรุงราชคฤห์ เป็นหนึ่งบาท
    ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร โดยเอนกปริยายแล้ว
    จึงตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมากความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความจำกัด
    อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่เหมาะสม การปรารภความเพียร โดยเอนกปริยาย แล้วทรงกระทำธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุ
    ทั้งหลายว่า
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ
    ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่ม
    บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดใน
    ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
    เพื่อถือตามพระวินัย ๑
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
    พระปฐมบัญญัติ
    ๒. อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย พระราชาทั้งหลาย จับโจรได้แล้วพึงประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย
    ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.
    ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการ
    ฉะนี้.
    เรื่องพระธนิยะ กุมภการบุตร จบ.
    :- https://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=1&A=6087&Z=6234

     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    พระสาคตเถระ เป็นผู้เลิศในทางผู้ชำนาญเตโชสมาบัติ | ต้นบัญญัติแห่งสิกขาบทห้ามดื่มสุรา

    วางทุกข์ ปลุกปัญญา
    Jan 15, 2026
    พระสาคตเถระ คือพระสาวกผู้ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็น เอตทัคคะในทางผู้ชำนาญเตโชสมาบัติ สามารถใช้พลังฌานปราบพญานาคได้อย่างสงบ ไม่เบียดเบียนใคร แต่เรื่องราวของท่านกลับมีอีกด้านหนึ่งที่เป็น บทเรียนสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา เมื่อพระสาคตเถระดื่มสุราเพราะความประมาท สติและสมาธิที่เคยมั่นคงกลับเสื่อมลง จนกลายเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ สิกขาบทห้ามภิกษุดื่มสุราเมรัยโดยเด็ดขาด คลิปนี้จะพาไปรู้จัก ความหมายของ “เตโชสมาบัติ” เหตุใดผู้มีฤทธิ์สูงยังพลาดได้ ทำไมสุราจึงเป็นเหตุแห่งความเสื่อม ไม่ใช่ทางแห่งการบรรลุ และบทเรียนสำคัญเรื่อง “ความไม่ประมาท” สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมทุกระดับ

     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    ตำนานสมเด็จลุน เหนือแม่น้ำโขง พระผู้เหยียบน้ำแห่งจำปาสัก EP4

    เจเจ กินแซ่บ Channel
    Mar 26, 2026

    ตำนานลึกลับแห่งลุ่มน้ำโขง… เรื่องเล่าของพระผู้หนึ่งใน จำปาสัก ที่ชาวบ้านต่างกล่าวขานว่า “ท่านสามารถเหยียบน้ำได้”
    เรื่องของ สมเด็จลุน พระเถระผู้เงียบขรึม ผู้มีพลังจิตแก่กล้า จนสามารถเดินข้าม แม่น้ำโขง ได้โดยไม่จม
    นี่คือเรื่องจริง…ตำนาน…หรือสิ่งที่เกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์?
    ร่วมค้นหาความจริง พร้อมเปิดเผยเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน กับ “พระผู้เหยียบน้ำแห่งโขง” ที่ยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้…
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    พระอุปนันทน์ | ยอดนักพูดสายดราม่า ผู้เปลี่ยนความศรัทธาเป็นของสะสม

    วางทุกข์ ปลุกปัญญา
    Apr 5, 2026

    พระอุปนันทน์: ยอดนักพูดสายดราม่า ผู้เปลี่ยนความศรัทธาเป็นของสะสม "ปากสอนให้คนอื่นวาง แต่ทำไมมือตัวเองยังแบก?"
    พบกับเรื่องราวสุดพีคของ "พระอุปนันทศากยบุตร" อดีตเจ้าชายผู้มีวาทศิลป์เป็นเลิศและรอบรู้พระธรรมวินัยอย่างแตกฉาน แต่กลับถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในฐานะ "ยอดนักสะสม" และต้นเหตุของดราม่าที่สั่นสะเทือนวงการสงฆ์สมัยพุทธกาล
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    ๒. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘
    เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
    [๑๐๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตร เป็นกุลุปกะของสกุลหนึ่ง รับภัตตาหารอยู่เป็นประจำ ของเคี้ยวของฉันอันใดที่เกิดขึ้นในสกุลนั้น.
    เขาย่อมแบ่งส่วนไว้ถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร. เย็นวันหนึ่งในสกุลนั้นมีเนื้อเกิดขึ้น เขาจึงแบ่งส่วนเนื้อนั้นไว้ถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร. เด็กของสกุลนั้นตื่นขึ้นในเวลาเช้ามืด ร้องอ้อนวอนว่า จงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า. บุรุษสามีจึงสั่งภรรยาว่า จงให้ส่วนของพระแก่เด็ก เราจักซื้อของอื่นถวายท่าน. ครั้นแล้วเวลาเช้าท่านอุปนันทศากยบุตร นุ่งอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร
    เข้าไปสู่สกุลนั้น แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย.
    ทันใด บุรุษนั้นเข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตร กราบแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง,ได้กราบเรียนว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อเย็นวานนี้มีเนื้อเกิดขึ้น, ผมได้เก็บไว้ถวายพระคุณเจ้าส่วนหนึ่ง,
    จากนั้นเด็กคนนี้ตื่นขึ้นแต่เช้ามืดร้องอ้อนวอนว่า จงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า ผมจึงได้ให้เนื้อส่วนของพระคุณเจ้าแก่เด็ก, พระคุณเจ้าจะให้ผมจัดหาอะไรมาถวายด้วยทรัพย์กหาปณะหนึ่ง ขอรับ.
    ท่านพระอุปนันทศากยบุตรถามว่า เธอบริจาคทรัพย์กหาปณะหนึ่งแก่เรา แล้วหรือ?
    บุ. ขอรับ ผมบริจาคแล้ว.
    อุ. เธอจงให้กหาปณะนั้นแหละแก่เรา.
    บุรุษนั้นได้ถวายกหาปณะแก่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ในทันใดนั้นเอง แล้วเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ รับรูปิยะเหมือนพวกเรา.
    ภิกษุทั้งหลายได้ยินบุรุษนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อยสันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า
    ไฉน ท่านพระอุปนันทศากยบุตรจึงได้รับรูปิยะเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
    ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้นในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า ดูกรอุปนันทะ ข่าวว่า
    เธอรับรูปิยะจริงหรือ?
    ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
    ทรงติเตียน
    พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ, ไฉนเธอจึงได้รับรูปิยะเล่า? การกระ
    ทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.
    ทรงบัญญัติสิกขาบท
    พระผู้มีพระภาค ทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตร โดยอเนกปริยายดั่งนี้แล้วตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม
    การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑
    เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุมีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยัง
    ไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
    พระบัญญัติ
    ๓๗. ๘. อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงินอันเขาเก็บไว้ให้, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
    เรื่องพระอุปนันทศากยบุตรจบ.
    สิกขาบทวิภังค์
    [๑๐๖] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติ
    อย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด
    เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม, นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง ... ใด.
    บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถ
    ว่าประพฤติภิกขาจริยวัตร. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว. ชื่อว่า ภิกษุ
    โดยสมญา. ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นเอหิภิกษุ. ชื่อว่า ภิกษุ
    เพราะว่าอรรถว่าเป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ.
    ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่ามีสารธรรม. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ, ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียง
    กันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ. บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์
    พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ, นี้ชื่อว่า ภิกษุ
    ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
    ที่ชื่อว่า ทอง ตรัสหมายทองคำ.
    ที่ชื่อว่า เงิน ได้แก่กหาปณะ มาสกที่ทำด้วยโลหะ มาสกที่ทำด้วยไม้ มาสกที่ทำด้วย-
    *ครั่ง ซึ่งใช้เป็นมาตราสำหรับแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้.
    บทว่า รับ คือรับเอง เป็นนิสสัคคีย์.
    บทว่า ให้รับ คือให้คนอื่นรับแทน เป็นนิสสัคคีย์.
    บทว่า หรือยินดีทองเงินอันเขาเก็บไว้ให้ ความว่า หรือยินดี ทอง เงินที่เขาเก็บ
    ไว้ให้ด้วยบอกว่า ของนี้จงเป็นของพระคุณเจ้า ดังนี้เป็นต้น, เป็นนิสสัคคีย์ ทองเงินที่เป็นนิสสัคคีย์
    ต้องเสียสละในท่ามกลางสงฆ์.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละรูปิยะนั้น อย่างนี้:-
    วิธีเสียสละรูปิยะ
    ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า
    ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้ารับรูปิยะไว้แล้ว. ของนี้ของข้าพเจ้า เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้า
    สละรูปิยะนี้แก่สงฆ์.
    ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ, ถ้าคนผู้ทำการวัด
    หรืออุบาสก เดินมาในสถานที่เสียสละนั้น พึงบอกเขาว่า ท่านจงรู้ของสิ่งนี้, ถ้าเขาถามว่า
    จะให้ผมนำของสิ่งนี้ไปหาอะไรมา อย่าบอกว่า จงนำของสิ่งนี้หรือของสิ่งนี้มา. ควรบอกแต่ของ
    ที่เป็นกัปปิยะ เช่น เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง หรือน้ำอ้อย, ถ้าเขานำรูปิยะนั้นไปแลกของที่เป็นกัปปิยะ
    มาถวาย เว้นภิกษุผู้รับรูปิยะ, ภิกษุนอกนั้นฉันได้ทุกรูป, ถ้าได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี; ถ้าไม่ได้,
    พึงบอกเขาว่า โปรดช่วยทิ้งของนี้, ถ้าเขาทิ้งให้ นั่นเป็นการดี; ถ้าเขาไม่ทิ้งให้, พึงสมมติภิกษุ
    ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ.
    องค์ ๕ ของภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะ
    องค์ ๕ นั้น คือ ๑ ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ, ๒ ไม่ถึงความลำเอียงเพราะ
    เกลียดชัง, ๓ ไม่ถึงความลำเอียงเพราะงมงาย ๔ ไม่ถึงความลำเอียงเพราะกลัว; และ ๕ รู้จักว่าทำ
    อย่างไรเป็นอันทิ้งหรือไม่เป็นอันทิ้ง.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงสมมติภิกษุนั้น อย่างนี้:-
    วิธีสมมติภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะ
    พึงขอภิกษุให้รับตกลงก่อน, ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศ ให้สงฆ์ทราบ
    ด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
    คำสมมติ
    ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงสมมติ
    ภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ นี่เป็นญัตติ.
    ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ, การสมมติ
    ภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ, ชอบแก่ท่านผู้ใด; ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง. ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด
    ท่านผู้นั้นพึงพูด.
    ภิกษุมีชื่อนี้ สงฆ์สมมติให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะแล้ว ชอบแก่สงฆ์. เหตุนั้นจึงนิ่ง, ข้าพเจ้า
    ทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.
    ภิกษุผู้รับสมมติแล้วนั้น พึงทิ้งอย่าหมายที่ตก, ถ้าทิ้งหมายที่ตก, ต้องอาบัติทุกกฏ.
    บทภาชนีย์
    ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์
    [๑๐๗] รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ รับรูปิยะ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
    รูปิยะ ภิกษุสงสัย รับรูปิยะ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
    รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ รับรูปิยะ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
    ทุกกฏ
    ไม่ใช่รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ. ต้องอาบัติทุกกฏ.
    ไม่ใช่รูปิยะ ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ.
    ไม่ต้องอาบัติ
    ไม่ใช่รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าไม่ใช่รูปิยะ ... ไม่ต้องอาบัติ.
    อนาปัตติวาร
    [๑๐๘] ทองเงินตกอยู่ภายในวัดก็ดี ภายในที่อยู่ก็ดี, ภิกษุหยิบยกเองก็ดี ใช้ให้หยิบยกก็ดี, แล้วเก็บไว้ด้วยตั้งใจว่า เป็นของผู้ใด, ผู้นั้นจักนำไปดังนี้ ๑, ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุ
    อาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.
    โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘ จบ.
    -----------------------------------------------------
    :- https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=02&A=2567
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    นางลาชาเทพธิดา ทำไมพระมหากัสสปะต้องปฏิเสธบุญของนางฟ้า

    วางทุกข์ ปลุกปัญญา
    Mar 22, 2026

    คำอธิบายเนื้อหา: จากข้าวตอกเพียงหยิบมือ... สู่ปาฏิหาริย์แห่งวิมานทองที่สั่นสะเทือนไปทั้งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรื่องราวของ "นางลาชาเทพธิดา" ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าของการทำบุญแล้วไปเกิดเป็นนางฟ้า แต่เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่เรื่องการ "วางทุกข์" ที่เกิดจากการยึดติดในรูปแบบความดี เพื่อพบกับแสงสว่างที่ "ปลุกปัญญา" ให้ตื่นขึ้นอย่างแท้จริง
    ในคลิปนี้ เราจะพาทุกท่านย้อนกลับไปสู่หน้าถ้ำปิปผลิ ในวินาทีที่พระมหากัสสปะเถระทรงเข้มงวดในพระวินัยจนต้องปฏิเสธการปรนนิบัติจากนางฟ้า จนนำไปสู่เสียงร้องไห้ที่ดังไปถึงพระกรรณของพระพุทธเจ้า พบกับความอัศจรรย์ของ "พรหมสระ" (เสียงแห่งพระพุทธองค์) ที่ส่งตรงถึงใจเพื่อดับไฟแห่งความเศร้า และเปลี่ยนใจที่บอบช้ำให้กลายเป็นดวงตาที่เห็นธรรม
     
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,565
    ครหทินน์มหาเศรษฐีใจบาป! วางแผนขุดหลุมถ่านเพลิงหมายปลิดชีพพระพุทธเจ้า | #พุทธประวัติ

    ตามเรื่องเล่า
    Mar 31, 2026
    จะเป็นอย่างไร... เมื่อแรงริษยาและความมืดบอดในมิจฉาทิฐิ ทำให้มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งกล้าท้าทายอำนาจแห่งพระพุทธคุณ? แผนการอันแยบยลที่ขุดหลุมพรางซ่อนถ่านเพลิงร้อนระอุ และการปรุงยาพิษร้ายแรงลงในภัตตาหารเพื่อหมายสังหารพระบรมศาสดา จะลงเอยด้วยชัยชนะของพญามาร หรือความพ่ายแพ้ต่ออานุภาพแห่งเมตตาธรรมที่ยากจะหยั่งถึง? เรื่องราวของ "ครหทินน์" เพื่อนรักของสิริคุตต์เศรษฐี ผู้ถูกชักจูงด้วยคำสอนของนักบวชนอกศาสนาจนเกิดความพยาบาท หวังจะใช้เล่ห์กลลวงพระพุทธองค์และเหล่าภิกษุสงฆ์มาสู่ความตาย แต่หารู้ไม่ว่า "ไฟ" ที่เขาขุดขึ้นมานั้น กำลังจะแผดเผาหัวใจของเขาเองให้มอดไหม้ หากไม่ได้พบกับปาฏิหาริย์ที่เปลี่ยนนรกให้กลายเป็นสวนสวรรค์

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 เมษายน 2026 at 22:16

แชร์หน้านี้

Loading...